โรงเรียนกลุ่มนิเทศ ติดตามและประเมินผลฯ    

หน้าแรก     กลับไปหน้า KM ของคุณ

 

รายละเอียด

Video

Document

งบประมาณ

20000 บาท

รางวัล

ประเภท

คำค้น(Keyword)

นิเทศ02

ISBN

-

วันที่เผยแพร่

10 ตุลาคม 2551

 

เปิดอ่าน 662 ครั้ง
คะแนนโหวต
91 คะแนน

ให้คะแนนนวัตกรรมนี้

 

รายงานการประเมินผลโครงการโรงเรียนวิถีพุทธ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาเชียงรายเขต

กลุ่ม / โรงเรียน :
สพป.ชร.3 

FullText

ความสำคัญและความเป็นมาของโครงการ

ประเทศไทยกำลังพัฒนาอย่างเร่งรัดเพื่อสร้างความก้าวหน้าทางวัตถุเพื่อให้ทัดเทียมกับนานาประเทศ แต่ความเจริญดังกล่าวได้ผกผันกับการพัฒนาความเจริญทางด้านจิตใจ กล่าวคือ คนไทยปัจจุบันส่วนใหญ่ได้ละเลยการปฏิบัติตามกรอบจารีตประเพณี คุณธรรมจริยธรรมตามหลักศาสนาที่ตนนับถือ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ทำให้สังคมไทยเป็นสังคมที่สงบสุข ผู้คนมีความเอื้ออาทร ช่วยเหลือเจือจุนซึ่งกันและกันแต่เมื่อผู้คนส่วนใหญ่หันมาสะสมวัตถุมากกว่าการทำความดี ทำให้คนในสังคมมุ่งแก่งแย่ง แข่งขัน และสะสมวัตถุ ส่งผลให้สังคมเต็มไปด้วยปัญหาต่าง ๆ ที่ซับซ้อนและทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น

การสร้างเสริมคุณธรรมเป็นหน้าที่ของทุกคนทุกฝ่ายทุกหน่วยงาน ��โดยเฉพาะกระทรวงศึกษาธิการซึ่งมีบทบาทหน้าที่ในการสร้างเยาวชนให้เป็นคนไทยที่มีคุณลักษณะที่พึงประสงค์จึงได้มีนโยบายและโครงการสนับสนุนให้สถานศึกษาพัฒนาคุณธรรมจริยธรรมนักเรียน ควบคู่กับการพัฒนาผู้เรียนทุกด้านอย่างเป็นองค์รวมโดยส่งเสริมการดำเนินงานโครงการโรงเรียนวิถีพุทธ และรับทุกโรงเรียนที่สมัครเข้าร่วมโครงการผลที่เกิดขึ้นคือมีสถานศึกษาจากทุกสังกัดจำนวนมากให้ความสนใจและสมัครเป็นโรงเรียนวิถีพุทธ

สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาเชียงรายเขต 3 เป็นอีกหน่วยงานหนึ่งภายใต้การดูแลของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ได้ดำเนินการและประสานโรงเรียนที่สมัครเข้าร่วมโครงการโรงเรียนวิถีพุทธซึ่งปัจจุบันมีโรงเรียนวิถีพุทธจำนวน 163 โรงเรียน

เพื่อศึกษาผลการดำเนินงานและสภาพปัญหา ตลอดทั้งแนวทางการดำเนินการที่ชัดเจน แก่ผู้เกี่ยวข้องทุกระดับได้ประเมินและตรวจสอบ เป็นประโยชน์ในการนิเทศติดตาม ตลอดจนการทบทวนและประเมินผลการดำเนินงานการพัฒนาโรงเรียนวิถีพุทธที่เข้าร่วมโครงการและที่จะเข้าร่วมโครงการอีกในอนาคต

สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาเชียงรายเขต 3 ได้จัดทำโครงการประเมินผลการดำเนินงาน โครงการโรงเรียนวิถีพุทธขึ้น โดยใช้กรอบการประเมินตามตัวชี้วัดโรงเรียนวิถีพุทธ ที่กระทรวง ศึกษาธิการได้พัฒนาขึ้น�

วัตถุประสงค์ของการประเมินโครงการ

1.����� เพื่อประเมินผลการดำเนินงานของโรงเรียนที่เข้าร่วมโครงการโรงเรียนวิถีพุทธ สังกัด สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาเชียงราย เขต 3ตามตัวชี้วัดของโครงการโรงเรียนวิถีพุทธ

2.����� เพื่อศึกษาปัญหาและแนวทางการพัฒนาโรงเรียนที่เข้าร่วมโครงการโรงเรียนวิถีพุทธ

����� สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาเชียงราย เขต 3

ขอบเขตของการประเมินโครงการ

��������� กลุ่มเป้าหมายผู้ให้ข้อมูล

����������������������� 1)�� โรงเรียนที่เข้าร่วมโครงการโรงเรียนวิถีพุทธ จำนวน 163 โรงเรียน

�������� สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาเชียงราย เขต 3 แบ่งออกเป็น

1.1��� ผู้บริหารโรงเรียน

1.2��� ครูวิชาการโรงเรียน

1.3��� ครูฝ่ายปกครองนักเรียน

1.4��� ประธานนักเรียน

����������� ขอบเขตด้านเนื้อหา ตัวชี้วัดโรงเรียนวิถีพุทธของกระทรวงศึกษาธิการ

ซึ่งแบ่งออกเป็น 4 ด้านคือ

1)ปัจจัยนำเข้า������������

2)กระบวนการ

3)ผลผลิต

4)ผลกระทบ��

ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ

����������� มีสารสนเทศผลการดำเนินงานของโรงเรียนวิถีพุทธสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาเชียงราย เขต 3 ซึ่งจะเป็นข้อมูลสะท้อนกลับการดำเนินงานโครงการของทุกฝ่าย ผลการปฏิบัติปัญหาอุปสรรค และแนวทางการดำเนินงานให้บรรลุเป้าหมายตามตัวชี้วัดคุณภาพโรงเรียนที่เข้าร่วมโครงการโรงเรียนวิถีพุทธ

คำนิยามศัพท์ที่เกี่ยวข้อง

��������� โรงเรียนวิถีพุทธหมายถึงโรงเรียนจำนวน 163 โรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาเชียงรายเขต 3 ซึ่งเข้าร่วมโครงการโรงเรียนวิถีพุทธในปีการศึกษา 2551 และเป็นโรงเรียนในการประเมินครั้งนี้

การประเมินโครงการโรงเรียนวิถีพุทธหมายถึงการประเมินผลการดำเนินงานตามโครงการโรงเรียนวิถีพุทธโดยใช้ตัวชี้วัด 4 ด้านที่ กระทรวงศึกษาธิการพัฒนาขึ้นประกอบด้วย�ปัจจัยนำเข้า กระบวนการ ผลผลิต ผลกระทบซึ่งมีรายละเอียดดังนี้

����������� ปัจจัยนำเข้าหมายถึงสิ่งที่ป้อนเข้าสู่โครงการโรงเรียนวิถีพุทธได้แก่ผู้บริหาร ครู การบริหาร ระบบหลักสูตรและสิ่งแวดล้อม�

������กระบวนการ หมายถึง กระบวนการจัดการเรียนรู้ การใช้สื่อและแหล่งเรียนรู้ การวัดและประเมินผล

���� ผลผลิตหมายถึงผลการพัฒนากาย ศีล จิต และปัญญาอย่างบูรณาการ(ภาวนา 4)

ผลกระทบ หมายถึงผลกระทบจากโครงการโรงเรียนวิถีพุทธใช้กรอบ บวร ได้แก่ บ้านวัดโรงเรียน ได้รับประโยชน์จากการพัฒนาโรงเรียนวิถีพุทธและเกิดความสมานฉันท์ร่วมมือกันพัฒนาโรงเรียนและสังคมตามวิถีพุทธอย่างต่อเนื่อง”����������

เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง

การศึกษาเรื่อง การประเมินผลการดำเนินงานโครงการโรงเรียนวิถีพุทธ

สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาเชียงราย เขต 3 ผู้ประเมินศึกษาจากเอกสารที่เกี่ยวข้อง ได้แก่

ความเป็นมาของโครงการโรงเรียนวิถีพุทธแนวทางการดำเนินการตัวชี้วัดความสำเร็จของโครงการ ข้อมูลพื้นฐานของโรงเรียนและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องซึ่งมีรายละเอียดในแต่ละประเด็น ดังต่อไปนี้

ความหมายและความสำคัญของโรงเรียนวิถีพุทธ

โรงเรียนวิถีพุทธ�� หมายถึงโรงเรียนระบบปกติทั่วไปที่นำหลักธรรมในพระพุทธศาสนา หรือศาสนาที่ตนนับถือมาประยุกต์ใช้ในการบริหารจัดการและการพัฒนาผู้เรียนโดยรวมของสถานศึกษาเน้นกรอบการพัฒนาตามหลักไตรสิกขาคือศีลสมาธิปัญญาอย่างบูรณาการผ่านการ กิน อยู่ ดูฟังให้เป็นมีปัญญารู้เข้าใจคุณค่าแท้ใช้กระบวนการทางวัฒนธรรมแสวงปัญญาและมีวัฒนธรรมเมตตาเป็นฐานในการดำเนินชีวิต โดยมีผู้บริหารโรงเรียนและคณะครูเป็นกัลยาณมิตรในการพัฒนาและต้องเป็นการพัฒนาอย่างต่อเนื่องไม่มีสิ้นสุดด้วยความร่วมมือของทั้งสถานศึกษา บ้าน วัดและสถาบันต่างๆ ในชุมชนด้วยศรัทธาและฉันทะ ที่จะพัฒนาทั้งนักเรียน และสังคม ตามวิถีแห่งพุทธธรรมเพื่อประโยชน์สุขร่วมกันทั้งนี้ผู้บริหารและครูจะประพฤติตนเป็นแบบอย่างที่ดีในวิถีชีวิตจริง ในลักษณะ สอนให้รู้ ทำให้ดู อยู่ให้เห็น การพัฒนาบุคลากรของสถานศึกษาโดยการส่งเสริมการปฏิบัติธรรมในชีวิตประจำวัน

ทั้งนี้เพื่อให้บุคลากรมีคุณลักษณะที่ดีตามวิถีพุทธเช่นศรัทธาในพระพุทธศาสนา และพัฒนาตนให้ดำเนินชีวิตที่ดีงาม ละ เลิกอบายมุขการถือศีล 5 เป็นนิจ ความเป็นกัลยาณมิตรต่อศิษย์และการเป็นแบบอย่างที่ดีเป็นต้น ทั้งนี้เพื่อให้เด็กและเยาวชนเติบโตอย่างมีคุณธรรม มีความรู้เท่าทันโลกที่เปลี่ยนแปลง เป็นพลังยิ่งใหญ่ที่ช่วยสร้างสังคมที่ดี สงบและสันติดังคำกล่าวของพระธรรมปิฎก (ป. อ. ประยุทธ์ ปยุตโต)ที่ว่า“�โรงเรียนวิถีพุทธจะเดินหน้าต่อไปอย่างมีพลัง ในการที่จะสร้างสรรค์อนาคตของชุมชน สังคม ประเทศชาติ และโลกทั้งหมด ให้เป็นวิถีแห่งสันติสุขที่ยั่งยืนสืบไป�

ความเป็นมาของโรงเรียนวิถีพุทธ : นวัตกรรมการศึกษารูปแบบใหม่

การปฏิรูปการศึกษาตามเจตนารมณ์ของพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 ทั้งด้านโครงสร้าง ด้านระบบบริหารจัดการและการปฏิรูปการเรียนรู้ เพื่อพัฒนาเด็กไทยให้มีคุณภาพ และได้รับโอกาสอย่างทั่วถึงแต่ในความเป็นจริง โรงเรียนมีมากกว่า �40,000�โรงเรียน ซึ่งมีความพร้อมทรัพยากรและศักยภาพแตกต่างกัน ทั้งศักยภาพของโรงเรียนชุมชนและผู้เรียนที่หลากหลาย อีกทั้งประเทศไทยต้องเผชิญกับการแข่งขันในเวทีโลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ รัฐบาลเล็งเห็นว่ารัฐต้องดูแลผู้เรียนทุกกลุ่ม ไม่ทอดทิ้งผู้ด้อยโอกาส ผู้ยากไร้ ผู้พิการ ต้องสนับสนุน ส่งเสริมผู้ที่พร้อมกว่า เช่น เด็กปัญญาเลิศให้ก้าวไปข้างหน้าเต็มตามศักยภาพอย่างรวดเร็วเป็นพิเศษ เปรียบเสมือนว่ากระทรวงศึกษาธิการต้องเตรียมเส้นทาง ๒เส้นคู่ขนานกัน คือเส้นถนนธรรมดาที่รองรับผู้เรียนทั่วไป และทางด่วน(Fast Track) �สำหรับผู้ที่พร้อมจะขับเคลื่อนด้วยความเร่งด่วนพิเศษ �����

����������ในการประชุมเรื่องการปฏิรูปอุดมศึกษา�10 มกราคม 2546� กระทรวงศึกษาธิการรับนโยบายดำเนินการเรื่อง�“Mini �Ministry” �คือ ให้มีองค์กรเล็กที่คล่องตัว เพื่อสร้างระบบการทำงานแก่โรงเรียนและนักเรียนของ 2�กลุ่มนี้ รวมทั้งจะพัฒนานวัตกรรมใหม่ๆ ที่เป็นอิสระทางความคิดหลุดจากระเบียบที่รัดตรึงเป็นอุปสรรคด้านต่างๆ และขยายผลอย่างเต็มรูปในโอกาสต่อไปบุคคลเหล่านี้ก็จะเป็นกำลังสำคัญของประเทศชาติ ให้ก้าวทันโลกที่เทคโนโลยีเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ทั้งนี้โดยไม่ละเลยผู้เรียนโรงเรียนส่วนใหญ่ของประเทศ

����������โครงการ�“สำนักพัฒนานวัตกรรม” ในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานโดยในเบื้องต้นจะพัฒนาโรงเรียนรูปแบบใหม่ 5�ลักษณะ ในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา�2546 ทั้งนี้โรงเรียนทั้ง�5 รูปแบบใหม่จะยังมีจำนวนไม่มากนัก เพื่อให้มั่นคงก่อนจะขยายผลตามแผนงานในระบบต่อไปโรงเรียนรูปแบบใหม่ทั้ง 5 �ได้แก่

����������รูปแบบที่ �1โรงเรียนในกำกับของรัฐ
���������������ดร.สมเกียรติ �ชอบผล��ร่วมกับ��ดร.ชัยพฤกษ์ ��เสรีรักษ์ เป็นผู้รับผิดชอบประสานการดำเนินการ

����������รูปแบบที่ �2��โรงเรียนวิถีพุทธ
���������������ดร.กมลรอดคล้าย ��ดร.ไพรัช �สู่แสนสุข ดร.บรรเจอดพร �รัตนพันธุ์เป็นผู้รับผิดชอบประสานการดำเนินการและได้รับความเมตตาจากสมเด็จพุฒาจารย์ วัดสระเกศ สมเด็จพระมหารัชชมังคลาจารย์ วัดปากน้ำ �พระธรรมปิฎก (ป.อ.ปยุตโต)พระเทพโสภณ �(ประยูร ธมมจิตโต) และรองศาสตาจารย์ �บุญนำ �ทานสัมฤทธิ์ ���

����������รูปแบบที่ 3��แผนและยุทธศาสตร์สำหรับเด็กที่มีความสามารถพิเศษ����������������
���������������นายมังกร �กุลวานิช��ผอ.ธงชัย ชิวปรีชา ��คุณงามมาศ �เกษมเศรษฐ และ �ดร.รุ่งเรือง �สุขาภิรมย์เป็นผู้รับผิดชอบประสานการดำเนินการ

����������รูปแบบที่ �4��โรงเรียนสองภาษา
����������������ดร.ณหทัยทิวไผ่งาม �และนายนิวัตร �นาคะเวชเป็นผู้รับผิดชอบประสานการดำเนินการร่วมกับผู้แทนสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาเอกชน

����������รูปแบบที่ �5����โรงเรียนใช้ ICT เพื่อพัฒนาการเรียนรู้
�����������������ดร.อธิปัตย์คลี่สุนทรเป็นผู้รับผิดชอบประสานการดำเนินการร่วมกับเครือข่ายมหาวิทยาลัย �5 แห่ง

����������โรงเรียนรูปแบบใหม่ทั้ง 5�นี้ �คือ รูปแบบของความแตกต่างหลากหลายที่กำลังเริ่มต้นและจะเบ่งบานขยายออกไปเต็มแผ่นดิน สอดคล้องกับความต้องการของสังคมและประเทศชาติในด้านต่างๆโดยจุดเน้นของนวัตกรรมการศึกษาจะต่างกัน �ได้แก่

���������- �โรงเรียนในกำกับของรัฐมีจุดเน้นที่การบริหารจัดการแบบเอกชนที่คล่องตัว

-��������� โรงเรียนวิถีพุทธ��มีจุดเน้นที่จิตวิญญาณเป็นการเรียนรู้รากเหง้าของ

ภูมิปัญญาไทย คือ หลักธรรมในพระพุทธศาสนาอันทรงคุณค่า ให้ผสมผสานกับการปฏิรูปการเรียนรู้

���������-�โรงเรียนสองภาษา��มีจุดเน้นที่การใช้ภาษาเป็นเครื่องมือในการเรียนรู้ เป็นต้น

����� โรงเรียนวิถีพุทธ

������� ��� คือ โรงเรียนระบบปกติทั่วไปที่นำหลักธรรมพระพุทธศาสนามาใช้ หรือประยุกต์ใช้การบริหารและการพัฒนาผู้เรียนโดยรวมของสถานศึกษาเน้นกรอบการพัฒนาตามหลักไตรสิกขา อย่างบูรณาการ

รูปแบบโรงเรียนวิถีพุทธ
����������� จุดเน้น โรงเรียนวิถีพุทธดำเนินการพัฒนาผู้เรียนโดยใช้หลักไตรสิกขา คือ ศีล สมาธิ ปัญญา อย่างบูรณาการ ผู้เรียนได้เรียนรู้ผ่านการพัฒนา “การกิน อยู่ ดู ฟัง เป็น ” คือ มีปัญญารู้เข้าใจในทางคุณค่าแท้ใช้กระบวนการทางวัฒนธรรมแสวงปัญญา และมีวัฒนธรรมเมตตา เป็นฐานการดำเนินชีวิตโดยมีผู้บริหารและคณะครูเป็นกัลยาณมิตรการพัฒนา
����������� ลักษณะโรงเรียนวิถีพุทธ เน้นการจัดสภาพทุก ๆ ด้าน เพื่อสนับสนุนให้ผู้เรียนพัฒนาตามหลักพุทธธรรมอย่างบูรณาการที่ส่งเสริมให้เกิดความเจริญงอกงามตามลักษณะแห่งปัญญาวุฒิธรรม 4 ประการ คือ

1. สัปปุริสสังเสวะ หมายถึง การอยู่ใกล้คนดี ใกล้ผู้รู้ มีครู อาจารย์ดี มีข้อมูล มีสื่อที่ดี

2. สัทธัมมัสสวนะ หมายถึง เอาใจใส่ศึกษาโดยมีหลักสูตร การเรียนการสอนที่ดี

3. โยนิโสมนสิการ หมายถึง มีกระบวนการคิดวิเคราะห์พิจารณาหาเหตุผลที่ดีและถูกวิธี

4.ธัมมานุธัมมปฏิปัตติ หมายถึง ความสามารถนำความรู้ไปใช้ในชีวิตได้ถูกต้องเหมาะสม

����������� ห้องเรียน แหล่งเรียนรู้ สภาพแวดล้อม เป็นต้น ด้านกิจกรรมพื้นฐานวิถีชีวิต เช่น กิจกรรมประจำวัน กิจกรรมวันสำคัญ กิจกรรมนักเรียนต่าง ๆ ด้านการเรียนการสอน เริ่มตั้งแต่การกำหนดหลักสูตรสถานศึกษา การจัดหน่วยการเรียน แผนการจัดการเรียนรู้ จนถึงกระบวนการเรียนการสอน ด้านบรรยากาศและปฏิสัมพันธ์ในการปฏิบัติต่อกันระหว่างครูกับนักเรียน นักเรียนกับนักเรียน หรือครูกับครู เป็นต้น และ ด้านการบริหารจัดการ ตั้งแต่การกำหนดวิสัยทัศน์ จุดเน้น การกำหนดแผนปฏิบัติการ การสนับสนุน ติดตาม ประเมินผล และพัฒนาต่อเนื่อง ซึ่งการจัดสภาพในแต่ละด้านจะมุ่งเพื่อให้การพัฒนานักเรียนตามระบบไตรสิกขาดำเนินได้อย่างชัดเจนมีประสิทธิภาพ ดังเช่น การจัดสภาพของโรงเรียนวิถีพุทธ ประกอบด้วย ด้านกายภาพ คือ อาคารสถานที่ กายภาพ ควรเป็นธรรมชาติ สภาพชวนให้มีจิตใจสงบ ส่งเสริมปัญญา กระตุ้นการพัฒนาศรัทธา และศีลธรรม กิจกรรมพื้นฐานวิถีชีวิต กระตุ้นให้การกิน อยู่ ดู ฟัง ดำเนินด้วยสติสัมปชัญญะเป็นไปตามคุณค่าแท้ ด้านการเรียนการสอน บูรณาการพุทธธรรมในการจัดการเรียนรู้ชัดเจน ด้านบรรยากาศและปฏิสัมพันธ์ เอื้ออาทร เป็นกัลยาณมิตรต่อกัน ส่งเสริมทั้งวัฒนธรรมเมตตาและวัฒนธรรมแสวงปัญญา เป็นต้น

การบริหารจัดการโรงเรียนวิถีพุทธ

����������มีขั้นตอนสำคัญ เช่น การเตรียมการ เตรียมทั้งบุคลากรผู้เกี่ยวข้อง แผนงาน ทรัพยากร ที่มุ่งเน้นสร้างศรัทธาและฉันทะในการพัฒนาการดำเนินการจัดสภาพและองค์ประกอบต่างๆ ที่จัดเพื่อส่งเสริม ให้เกิดความเจริญงอกงามหรือปัญญาวุฒิธรรม ในการพัฒนาผู้เรียน การดำเนินการพัฒนาทั้งผู้เรียนและบุคลากร ตามระบบไตรสิกขาอย่างต่อเนื่อง โดยใช้สภาพและ องค์ประกอบที่จัดไว้ข้างต้นขั้นต่อมา คือ การดูแลสนับสนุน ใกล้ชิด ด้วยท่าทีของความเป็นกัลยาณมิตรต่อกัน ที่จะทำให้การพัฒนานักเรียนและงาน ดำเนินได้อย่างมีประสิทธิภาพ ต่อจากนั้น มีการปรับปรุงและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ด้วยอิทธิบาท 4 และหลักอุปัญญาตธรรม คือ ความไม่สันโดษในกุศลธรรม และความไม่ระย่อในการพากเพียร เป็นต้น�� ขั้นสุดท้ายของกระบวนการบริหารแต่เป็นฐานสู่การพัฒนาในลำดับต่อไปคือ ขั้นประเมินผลและเผยแพร่ผลการดำเนินงาน

ลักษณะการเกื้อกูลสัมพันธ์ โรงเรียนวิถีพุทธและชุมชน

��������� จะมีลักษณะของการร่วมมือ ทั้งสถานศึกษา บ้าน วัด และสถาบันต่างๆในชุมชน ด้วยศรัทธาและฉันทะ ที่จะพัฒนาทั้งนักเรียน และสังคม ตามวิถีแห่งพุทธธรรม เพื่อประโยชน์สุขร่วมกัน

การพัฒนาบุคลากรและคุณลักษณะบุคลากร
����������� การพัฒนาโรงเรียนวิถีพุทธแม้จะยึดผู้เรียนเป็นสำคัญ แต่บุคลากรโดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้บริหารและครู มีความสำคัญอย่างยิ่งที่จะเป็นปัจจัย ให้ผู้เรียนพัฒนาได้อย่างดี ทั้งการเป็นผู้จัดการเรียนรู้ และการเป็นแบบอย่างที่ดีในวิถีชีวิตจริง ในลักษณะสอนให้รู้ ทำให้ดู อยู่ให้เห็น การพัฒนาบุคลากรของสถานศึกษามีความจำเป็นต้องดำเนินการอย่างต่อเนื่องหลากหลายวิธีการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการส่งเสริมการปฏิบัติธรรมในชีวิตประจำวัน ทั้งนี้เพื่อให้บุคลากรมีคุณลักษณะที่ดีตามวิถีพุทธเช่นศรัทธาในพระพุทธศาสนา และพัฒนาตนให้ดำเนินชีวิตที่ดีงาม ละ เลิกอบายมุขการถือศีล 5 เป็นนิจ ความเป็นกัลยาณมิตรต่อศิษย์และการเป็นแบบอย่างที่ดี เป็นต้น

��������� การดำเนินการในระยะแรกของโครงการโรงเรียนวิถีพุทธ เดือนพฤษภาคม 2546 มีโรงเรียนที่สมัครใจเข้าร่วมโครงการประมาณ80 โรงเรียน มีทั้งระดับประถมศึกษา มัธยมศึกษา กระจายอยู่ทั่วทุกภูมิภาคของประเทศ

ก้าวสู่...การพัฒนาโรงเรียนวิถีพุทธ

����������� คงยากที่จะปฏิเสธแล้วว่า ในแวดวงโรงเรียน หรือคุณครูการศึกษาขั้นพื้นฐาน จะไม่เคยได้ยินคำว่า โรงเรียนวิถีพุทธหากหมายรวมเลยไปถึงพระภิกษุ สามเณร พระเถรานุเถระ ล้วนเคยได้ยิน ได้ฟัง ได้อ่าน บทความเกี่ยวกับโรงเรียนวิถีพุทธอยู่บ้าง มีหลายท่านทราบความเป็นมาโดยตลอดหลายท่านอาจยังมีข้อมูลไม่ชัดเจน ครั้งนี้จึงเป็นโอกาสดีอีกวาระหนึ่งที่จะสื่อสารให้ทราบกันในทุกพื้นที่ว่า หากสนใจรายละเอียดและจะร่วมโครงการต้องเริ่มต้นอย่างไร ใครจะให้คำตอบได้บ้าง

����������� หลักสำคัญของการสมัครเข้าร่วมโครงการโรงเรียนวิถีพุทธคือ“ฉันทะ” หมายถึง รัก พึงพอใจยินดีที่จะเข้าร่วมโครงการ จึงจำเป็นต้องให้มีการสมัครเพื่อแสดงถึงเจตนาของโรงเรียน เพราะเชื่อว่าหากโรงเรียนสมัครใจที่จะสร้างคนดีมีปัญญามีความรู้ สมดังเจตนารมณ์เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์แล้วแม้ว่าโรงเรียน ครูจะยังมีพื้นฐานความรู้ด้านพุทธศาสตร์ไม่มากนัก แต่มีความรักสมัครใจก็สามารถดำเนินการโรงเรียนวิถีพุทธอย่างมีประสิทธิภาพได้

�����������เมื่อผ่านการสมัครใจแล้ว สิ่งสำคัญอันดับต่อมาคือ การประชุมปฐมนิเทศ เพื่อให้มีความรู้เบื้องต้นอันเป็นพื้นฐานนำไปปรับดำเนินการให้เข้ากับศักยภาพของโรงเรียน ดังนั้นการประชุมปฐมนิเทศจึงจำเป็นต้องให้ผู้มีบทบาทหลักของโรงเรียนเข้าปฐมนิเทศด้วยตนเองโดยไม่ให้ส่งผู้แทน การปฐมนิเทศจึงได้เชิญ ผู้บริหารโรงเรียนและประธานคณะกรรมการสถานศึกษา หากมีงบประมาณเพียงพออาจเชิญมากกว่า2 ท่านนี้ก็ย่อมทำได้ ซึ่งสถานที่และกระบวนการจัดประชุมจะเน้นบรรยากาศการกิน อยู่ง่ายไม่ฟุ่มเฟือย โน้มน้าวจิตใจสู่การปฏิบัติอย่างวิถีพุทธโดยพยายามเลือกสถานที่ในลักษณะเป็นวัด วัดป่าพุทธมณฑลหรือพุทธสถานต่างๆและหอประชุมโรงเรียนเป็นต้น
����������� ในการประชุมปฐมนิเทศ วันแรก ได้นิมนต์พระเถรานุเถระชั้นผู้ใหญ่ให้มาบรรยายลักษณะหัวเรื่อง“พุทธปรัชญา สู่โรงเรียนวิถีพุทธ” เพื่อเสริมปัญญาและเป็นสิริมงคลแก่การประชุมที่จะเริ่มต้นเข้าโครงการโรงเรียนวิถีพุทธ ต่อจากนั้นจะเป็นการขยายความแนวทางการดำเนินงานโรงเรียนวิถีพุทธ ใช้เวลาประมาณ 1-2� ชั่วโมง ซึ่งการอธิบายขยายความนี้จะใช้เอกสารเล่มสีม่วง “แนวทางการดำเนินงานโรงเรียนวิถีพุทธ” เป็นเอกสารหลัก เพื่อให้ผู้บริหารโรงเรียน และคณะกรรมการสถานศึกษาได้เห็นความสำคัญ อีกทั้งเข้าใจแนวการดำเนินงานเชิงหลักการและทิศทางกว้าง ๆ พร้อมที่จะให้โรงเรียนไปปรับพัฒนาตามศักยภาพของโรงเรียนเช่น ในเรื่อง การจัดสภาพแวดล้อมให้ ใกล้ชิดธรรมชาติ ชวนให้ใจสงบ สว่างด้วยปัญญา มีกิจกรรมพื้นฐานชีวิต และกิจกรรมการเรียนรู้ที่ครอบคลุมทั้งด้านพฤติกรรม จิตใจและปัญญาที่บูรณาการไตรสิกขา เน้นการ กิน อยู่ ดู ฟัง ด้วยสติสัมปชัญญะ รู้คุณค่าแท้ มีการส่งเสริมวัฒนธรรมแสวงปัญญา มีบรรยากาศกัลยาณมิตรต่อกัน ทั้งผู้บริหาร ครู นักเรียน ผู้ปกครอง ชุมชน นำพานักเรียนเกิดการพัฒนาอย่างเป็นองค์รวมสู่ชีวิตที่สมบูรณ์

���������������หลังจาก2� หัวข้อแรกผ่านไปซึ่งจะทำให้ได้รับทราบกรอบการดำเนินงานแล้ว ก็เป็นวาระที่จะได้ฟังผู้ที่ปฏิบัติจริง จึงเป็นหัวข้อที่ เชิญผู้บริหารโรงเรียนวิถีพุทธมาเล่าประสบการณ์ ปัญหา อุปสรรค แนวทางแก้ไข และเทคนิคพิเศษต่างๆ ที่ได้จัดทำโรงเรียนวิถีพุทธ ในช่วงเวลานี้อาจใช้รูปแบบการอภิปราย มีผู้ดำเนินรายการและผู้บริหารโรงเรียน / ผู้แทน 2-3� โรงเรียน ในช่วงท้ายจะเปิดโอกาสให้พูดคุยซักถามได้ด้วย

� ����������หัวข้อสุดท้ายของการประชุมวันแรก จะเป็นการเตรียมการเพื่อประชุมวันที่สอง กล่าวคือ วันที่สองจะเป็นการให้ประสบการณ์ตรงแก่ผู้เข้าประชุม เพื่อให้เห็นภาพจริงหลังจากที่ฟังกรอบการดำเนินงาน ฟังผู้ที่ปฏิบัติจริงเล่าการดำเนินงานแล้วในวันแรก วันที่สองจึงเป็นวันไปดูของจริง โดยอาจเลือกสถานที่ดูงานโรงเรียนวิถีพุทธ2-3� โรงเรียนที่ได้คัดเลือกแล้วว่าจะเป็นตัวอย่างได้ เพื่อให้เห็นกับตาว่าเมื่อลงมือปฏิบัติจะเป็นอย่างไรให้ผู้เข้าประชุมได้คุยกับครู / นักเรียน ให้ได้เห็นสภาพการจัดบรรยากาศโรงเรียน ได้ดูกิจกรรมพื้นฐานชีวิตที่ว่าบูรณาการทั้ง ศีล�� สมาธิ�� ปัญญานั้นทำได้อย่างไรในวันที่สองนี้จึงเหมาะกับคำพังเพยที่ว่า“สิบปากว่าไม่เท่าตาเห็น”� ดังนั้น ก่อนจะไปเห็นด้วยตาจึงให้มีการหารือแบ่งกลุ่มวางแผนเตรียมคำถาม เตรียมเก็บข้อมูลเตรียมเก็บภาพฯลฯ�� และที่สำคัญหลังจากที่ทุกคนกลับจากดูงานมาแล้ว เตรียมนำเสนอให้กลุ่มที่เลือกสถานที่ดูงานต่างกันทราบ จะได้รับรู้ข้อมูลที่กว้างขวางด้วย

� ����������วันที่สามของการประชุม จะเป็นช่วงของการวางแผนปฏิบัติงานอย่างสร้างสรรค์ โดยก่อนหน้าการวางแผนอาจจัดให้มีผู้มีประสบการณ์ในการพัฒนาชีวิตหรือการพัฒนาองค์กรในวิถีพุทธ มาให้ข้อคิดเพิ่มเติม�� และผนวกกับการได้ศึกษาดูงานที่ได้ประสบการณ์ “สิบปากว่าไม่เท่าตาเห็น” ไปแล้ว จะนำมาสู่การวางแผนปฏิบัติงานอย่างสร้างสรรค์ โดยหารือร่วมกันกับกรรมการสถานศึกษาที่มาประชุมด้วยกันนั้น หลังจากหารือวางแผนเบื้องต้นแล้วก็ทดลองเสนอให้เพื่อนผู้บริหารในที่ประชุมฟัง พร้อมทั้งฟังแผนการดำเนินงานของโรงเรียนอื่น ๆ ลักษณะแลกเปลี่ยนเรียนรู้กันและกัน ในที่สุดก็กลับมาทบทวนพิจารณา ปรับแผนโรงเรียนวิถีพุทธของตนเองให้ดีขึ้นเป็นลำดับ ซึ่งจะทำให้ผู้บริหารโรงเรียนได้แผนเบื้องต้นกลับไปโรงเรียน เพื่อไปสู่การหารือรายละเอียด และตัดสินใจร่วมกับผู้ที่เกี่ยวข้องที่โรงเรียนต่อไป

เป็นอันว่าเมื่อการประชุมครบ 3 วัน ซึ่งเต็มไปด้วยความเข้าใจ อิ่มเอมใจ และมุ่งมั่น เพราะผู้เข้าร่วมประชุมได้ฟังทั้งเชิงสาระแนวดำเนินการ ได้รับประสบการณ์ตรงจากการ ฟังซักถามและการไปศึกษาดูงานโรงเรียนวิถีพุทธ อีกทั้งได้มีแผนการปฏิบัติถือติดมือกลับไป เมื่อไปถึงโรงเรียนก็อาจเชิญประชุมคณะครูผู้เกี่ยวข้องเพื่อเริ่มลงมือปฏิบัติการได้อย่างชัดเจน
������������ เพื่อให้โรงเรียนที่สนใจสมัครเข้าร่วมโครงการโรงเรียนวิถีพุทธ ได้มีแหล่งข้อมูลที่ใกล้ตัวสำนักพัฒนานวัตกรรมการจัดการศึกษา (สนก.) สพฐ.� จึงได้เชิญผู้รับผิดชอบโครงการโรงเรียนวิถีพุทธ ทั้ง 175 เขตพื้นที่การศึกษา เข้าร่วมรับทราบแนวการดำเนินงาน การประสานงาน การสนับสนุนส่งเสริม ให้โรงเรียนดำเนินการและการเผยแพร่ข้อมูล การบริหารเครือข่าย และขยายผลโรงเรียนวิถีพุทธ ดังนั้นขณะนี้จึงมีผู้รับผิดชอบโรงเรียนวิถีพุทธอยู่ในทุกเขตพื้นที่การศึกษา

������������ก้าวย่างที่งดงามของโรงเรียนวิถีพุทธ เป็นอีกความหวังที่ยิ่งใหญ่ของผู้ปกครองและชุมชนในอันที่จะสานฝันให้เด็กและเยาวชนเติบโตอย่างมีคุณธรรม มีความรู้เท่าทันโลกที่เปลี่ยนแปลง เป็นพลังยิ่งใหญ่ที่ช่วยสร้างสังคมที่ดี สงบและสันติดังคำกล่าวของพระธรรมปิฎก (ป. อ. ปยุตโต)ที่ว่า…�

����������� “…..โรงเรียนวิถีพุทธจะเดินหน้าต่อไปอย่างมีพลัง ในการที่จะสร้างสรรค์อนาคตของชุมชน สังคม ประเทศชาติ และโลกทั้งหมด ให้เป็นวิถีแห่งสันติสุขที่ยั่งยืนสืบไป ”

กระทรวงศึกษาธิการส่งเสริมการพัฒนาและสนับสนุนด้านวิชาการเป็นหลัก โดยได้จัดทำเอกสาร“แนวทางการดำเนินงานโรงเรียนวิถีพุทธ” และเอกสารแนวคิดหลักการต่างๆในลักษณะเป็นหลักการเป็นแนวทางกว้างๆและมีตัวอย่างบางส่วนให้โรงเรียนเป็นแนวในการประยุกต์ใช้ในการพัฒนาตามความเหมาะสม

เพื่อให้การพัฒนาโรงเรียนวิถีพุทธในเชิงเป้าหมายภาพรวมมีความชัดเจน และสามารถเป็นเครื่องมือแก่สถานศึกษาและผู้เกี่ยวข้องทุกระดับ ในการนิเทศติดตาม ตลอดจนการทบทวนและประเมินผลการดำเนินงานการพัฒนาโรงเรียนวิถีพุทธได้ กระทรวงศึกษาธิการจึงได้จัดทำ “ตัวชี้วัดการดำเนินงานโรงเรียนวิถีพุทธ” ขึ้นโดยวิเคราะห์กำหนดจากเอกสาร “แนวทางการดำเนินงานโรงเรียนวิถีพุทธ” เป็นหลักและได้รับการตรวจพิจารณาจากผู้ทรงคุณวุฒิหลายคณะ โดยเฉพาะคณะสรุปผลก่อนเผยแพร่พระเทพโสภณ อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย และคณะได้เมตตาปรับปรุงรอบสุดท้ายซึ่งคาดหวังว่า“ตัวชี้วัดการดำเนินงานโรงเรียนวิถีพุทธ” จะช่วยให้การดำเนินงาน และการพัฒนาโรงเรียนวิถีพุทธในทุกระดับเป็นไปตามหลักการที่เหมาะสม และเป็นในแนวทางหลักเดียวกัน

ตัวชี้วัดการดำเนินงานโรงเรียนวิถีพุทธ

กระทรวงศึกษาธิการได้พัฒนาตัวชี้วัดการดำเนินงานโรงเรียนวิถีพุทธประกอบด้วย 4 ด้านใหญ่คือด้านปัจจัยนำเข้า ด้านกระบวนการด้านผลผลิตและด้านผลกระทบในแต่ละด้าน มีรายละเอียดดังต่อไปนี้

1. ตัวชี้วัดด้านปัจจัยนำเข้า (Input)

����������� ตัวชี้วัดด้านปัจจัยนำเข้า กำหนดเฉพาะปัจจัยสำคัญที่จะเป็นเงื่อนไขหลัก ๆและส่งผลอย่างชัดเจนต่อการพัฒนานักเรียนและงานโรงเรียนวิถีพุทธตามระบบไตรสิกขา ตัวชี้วัดด้านปัจจัยนำเข้านี้เพื่อให้ทุกฝ่ายตระหนักถึงความสำคัญเชิงเหตุและผลของการดำเนินการพัฒนา ซึ่งมีจุดเน้นในการพัฒนาทั้งระบบโรงเรียน

��������� มาตรฐานด้านปัจจัยนำเข้าที่ต้องการ คือ “โรงเรียนมีบุคลากรที่มีคุณลักษณะที่ดีในวิถีพุทธ มีการบริหารจัดการ มีหลักสูตร มีแหล่งเรียนรู้และสภาพแวดล้อมที่ส่งเสริมการพัฒนาตามหลักไตรสิกขา”

รายละเอียดตัวชี้วัดด้านปัจจัยนำเข้า(Input)

องค์ประกอบหลัก

องค์ประกอบ

ย่อย

ข้อบ่งชี้คุณภาพ

1.บุคลากรมีคุณลักษณะที่ดี

1. ผู้บริหาร

1.��� มีวิถีชีวิตที่สอดคล้องกับหลักพุทธธรรม (ลด ละ เลิก อบายมุข) ถือศีล 5 และปฏิบัติตนเป็นแบบอย่างที่ดี

2.��� มีพรหมวิหารธรรมประจำใจ

3.��� มีความซื่อสัตย์ จริงใจในการทำงาน

4.��� มีความเข้าใจที่ถูกต้องในพระรัตนตรัยนับถือและศรัทธาในพระพุทธศาสนา

2. ครู

1.��� มีวิถีชีวิตที่สอดคล้องกับหลักพุทธธรรม (ลด ละ เลิก อบายมุข) มีศีลธรรม และปฏิบัติตนเป็นแบบอย่างที่ดี

2.��� มีพรหมวิหารธรรม มีความเป็นกัลยาณมิตร มุ่งพัฒนาให้ผู้เรียนเกิดความเจริญงอกงามตามหลักไตรสิกข

3.��� รู้ เข้าใจ หลักการพัฒนาผู้เรียนตามหลักไตรสิกขา

2. การบริหารจัดการดำเนิน

การอย่างมีระบบ

1. ระบบบริหาร

1.��� มีวิสัยทัศน์หรือปรัชญา พันธกิจ เป้าหมาย ธรรมนูญ หรือแผน

����� ยุทธ์ที่มีจุดเน้นในการพัฒนาโรงเรียนวิถีพุทธ

2.��� แต่งตั้งคณะกรรมการที่ปรึกษา หรือคณะกรรมการดำเนินงาน

����� โรงเรียนวิถีพุทธ และบริหารการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง

������ โดยผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่าย() มีส่วนร่วม

3.��� ปลูกฝังศรัทธาสร้างเสริมปัญญาในพระพุทธศาสนาให้เกิดขึ้นกับบุคลากร และ ผู้เกี่ยวข้อง

4.��� ร่วมมือกับผู้ปกครอง วัด และชุมชน เพื่อพัฒนาผู้เรียนและชุมชน

5.��� มีการนิเทศ กำกับ ติดตาม การดำเนินงานโรงเรียนวิถีพุทธอย่างต่อเนื่อง

6.��� มีระบบตรวจสอบประเมินผลและเปิดโอกาสให้มีการเสนอแนะอย่างเป็นกัลยาณมิตรเพื่อการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง

2. ระบบหลักสูตร สถานศึกษา

1.มีหลักสูตรสถานศึกษา หน่วยการเรียนรู้และแผนการจัดการ

���� เรียนรู้ที่บูรณาการพุทธธรรมทุกกลุ่มสาระการเรียนรู้

3. กายภาพ และ�����������

�� สิ่งแวดล้อมจัด

�� อย่างรอบคอบ

1. สภาพแวดล้อม

1.��� จัดประดิษฐานพระพุทธรูปประจำโรงเรียน และประจำ

���� ห้องเรียนเหมาะสม

2.มีป้ายนิเทศ ป้ายคติธรรม คำขวัญ คุณธรรมจริยธรรม���� ��โดยทั่วไป ในบริเวณโรงเรียน

3.��� สภาพโรงเรียนสะอาดปลอดภัยสงบร่มรื่นเรียบง่าย

���� ใกล้ชิดธรรมชาติ

4.��� บริเวณโรงเรียนปราศจากสิ่งเสพติดอบายมุข สิ่งมอมเมา ทุกชนิด

ตัวชี้วัดด้านกระบวนการ (Process)

����������� ตัวชี้วัดด้านกระบวนการ กำหนดโดยใช้เอกสาร “แนวทางการดำเนินงานโรงเรียนวิถีพุทธ” เป็นกรอบในการกำหนดซึ่งเป็นเอกสารเชิงหลักการและแนวทางกลางของกระทรวงศึกษาธิการ ที่ใช้เป็นหลักทั่วประเทศการกำหนดปัจจัยด้านนี้เพื่อส่งเสริมให้กระบวนการพัฒนาเป็นไปอย่างชัดเจน รอบคอบ และมีประสิทธิภาพที่ส่งเสริมให้ผู้เรียนได้รับการพัฒนาอย่างแท้จริง ตามระบบไตรสิกขา

��������� มาตรฐานด้านกระบวนการที่ต้องการให้เกิด คือ“โรงเรียนจัดบรรยากาศและกิจกรรมการเรียนการสอนเพื่อพัฒนาผู้เรียนได้เป็นไปตามหลักไตรสิกขาและบูรณาการในวิถีชีวิต”�����������

รายละเอียดตัวชี้วัดด้านกระบวนการ(Process)

องค์ประกอบหลัก

องค์ประกอบย่อย

ข้อบ่งชี้คุณภาพ

1. การเรียนการสอนที่

��� บูรณาการไตรสิกขา

1.กระบวนการจัดการเรียนรู้

1.��� จัดการเรียนรู้โดยบูรณาการพุทธธรรมหรือหลักไตรสิกขา

������ ในทุกกลุ่มสาระการเรียนรู้และเชื่อมโยงกับชีวิตประจำวัน

2.��� ส่งเสริมให้มีการนำหลักธรรมมาเป็นฐานในการคิดวิเคราะห์

������ และแก้ปัญหา

3. จัดการเรียนรู้ที่ส่งเสริมการใฝ่รู้และแสวงหาความรู้ด้วยตนเอง

4.จัดการเรียนรู้อย่างมีความสุขทั้งผู้เรียนรู้ และผู้จัดการเรียนรู้

5.จัดกิจกรรมบริหารจิตเจริญปัญญาทั้งในการเรียนการสอน

����� และในกิจกรรมการดำรงชีวิตประจำวัน�������

2.การใช้สื่อและแหล่งเรียนรู้

1.�� ใช้สื่อการเรียนรู้ที่ส่งเสริมการใฝ่รู้และแสวงหาความรู้

����� ด้วยตนเองอยู่เสมอ�������

2.�� นิมนต์พระสงฆ์หรือเชิญวิทยากรภูมิปัญญาทางพุทธศาสนา ���

������ สอนนักเรียนสม่ำเสมอ

3.�� จัดให้นักเรียนไปเรียนรู้ที่วัดหรือศาสนสถาน ที่ใช้เป็น

���� แหล่งเรียนรู้ประจำของโรงเรียนอย่างต่อเนื่อง

3. การวัดประเมินผล

1.�� มีการวัดประเมินผลตามสภาพจริงด้วยวิธีการที่หลากหลาย

������ ครอบคลุมตามหลักภาวนา 4 (กาย ศีล จิต ปัญญา)

����โดยมีจุดเน้นเพื่อพัฒนานักเรียนต่อเนื่อง

องค์ประกอบหลัก

องค์ประกอบย่อย

ข้อบ่งชี้คุณภาพ

2. บรรยากาศและ

�� ปฏิสัมพันธ์ ที่เป็น���

�� กัลยาณมิตร����������

����

1. บรรยากาศปฏิสัมพันธ์ ที่ส่งเสริม“การสอนให้รู้ทำให้ดูอยู่ให้เห็น”

1.ส่งเสริมความสัมพันธ์แบบกัลยาณมิตร อ่อนน้อมถ่อมตน

���� เคารพให้เกียรติซึ่งกันและกันยิ้มแย้มมีเมตตาต่อกัน

���� ทั้งครูต่อนักเรียนครูต่อครูนักเรียนต่อนักเรียนและ

���� ครูต่อผู้ปกครอง

2.ส่งเสริมบรรยากาศใฝ่รู้ใฝ่เรียนใฝ่สร้างสรรค์

3.ส่งเสริมบุคลากรและนักเรียนให้ปฏิบัติตนเป็นตัวอย่างที่ดี�����

���� ต่อผู้อื่น

4.ส่งเสริมยกย่องเชิดชูผู้ทำดี เป็นประจำ

3. กิจกรรมพื้นฐาน-����������

��� วิถีชีวิต

1. กิจกรรมพื้นฐานชีวิตประจำวัน

1.ฝึกฝนอบรมให้เกิด การกินอยู่ดูฟัง เป็น (รู้เข้าใจเหตุผล�����

����� และได้ประโยชน์ตามคุณค่าแท้ตามหลักไตรสิกขา)

2. ส่งเสริมกิจกรรมการรับผิดชอบดูแลรักษาพัฒนาอาคาร

���� สถานที่และสิ่งแวดล้อมอย่างสม่ำเสมอจนเป็นนิสัย

2.กิจกรรมทางพระพุทธศาสนา

1. ส่งเสริมปฏิบัติกิจกรรมพระพุทธศาสนาอย่าง เห็นคุณค่า

รู้เข้าใจเหตุผล

2. จัดกิจกรรมส่งเสริมการระลึก และศรัทธาในพระรัตนตรัย���

��� เป็นประจำ และในโอกาสสำคัญอย่างต่อเนื่อง เป็นวิถีชีวิต

3. ส่งเสริมให้ทุกคนมีส่วนร่วม และเห็นคุณค่าในการรักษาและ

��� สืบต่อพระพุทธศาสนา

ตัวชี้วัดด้านผลผลิต (Output)

����������� ตัวชี้วัดด้านผลผลิต กำหนดเฉพาะผลที่เกิดกับผู้เรียนกำหนดโดยวิเคราะห์จากหลักภาวนา 4คือ���� มีองค์ประกอบด้านกาย ศีล จิต และปัญญา ซึ่งเป็นผลที่ผู้เรียนควรได้รับจากการพัฒนาตามระบบไตรสิกขาการกำหนดปัจจัยด้านนี้ เพื่อส่งเสริมให้สถานศึกษามีเป้าหมายการพัฒนาโรงเรียนวิถีพุทธ เพื่อพัฒนาผู้เรียนอย่างชัดเจนและครอบคลุม

มาตรฐานด้านผลผลิตที่ต้องการให้เกิด คือ“ผู้เรียนได้รับการพัฒนาเป็นผู้มีคุณลักษณะ

กิน อยู่ ดู ฟัง เป็น (ภาวนา 4) ดำเนินชีวิตอย่างมีคุณค่าและมีความสุข”

รายละเอียดตัวชี้วัดด้านผลผลิต(Output)

นักเรียนมีลักษณะ ดังนี้

องค์ประกอบหลัก

องค์ประกอบย่อย

ข้อบ่งชี้คุณภาพ

พัฒนากาย ศีล จิต และปัญญาอย่างบูรณาการ(ภาวนา 4)

1.�������� กาย (กายภาพ)

1. บริโภคใช้สอยปัจจัย 4ในปริมาณและคุณภาพที่������ เหมาะสม ได้คุณค่าแท้

2.การดูแลร่างกาย และการแต่งกายสะอาด เรียบร้อย

3. ดำรงชีวิตอย่างเกื้อกูลสิ่งแวดล้อม

2. ศีล (สังคม)

1.��� มีศีล 5เป็นพื้นฐานในการดำรงชีวิต

2.��� มีวินัย มีความรับผิดชอบ ซื่อสัตย์��� ตรงต่อเวลา����

3.��� สามารถพึ่งตนเองได้หรือทำงานเลี้ยงชีพด้วยความสุจริต

3. จิต (จิตใจ /อารมณ์)

1.��� มีความกตัญญูรู้คุณ ตอบแทนคุณ

2.��� มีจิตใจ เมตตา กรุณา(เอื้อเฟื้อ เผื่อแผ่ แบ่งปัน) ต่อกัน

3.��� ทำงานและเรียนรู้ อย่างตั้งใจ อดทน ขยันหมั่นเพียร

4.��� มีสุขภาพจิตดี แจ่มใส ร่าเริงเบิกบาน

4. ปัญญา

1. มีศรัทธาและความเข้าใจที่ถูกต้องในพระรัตนตรัย

2. รู้บาป-บุญ คุณ-โทษ ประโยชน์-มิใช่ประโยชน์

3. ใฝ่รู้ ใฝ่ศึกษาแสวงหาความจริง และใฝ่สร้างสรรค์

��� พัฒนางานอยู่เสมอ

4. รู้เท่าทัน แก้ไขปัญหาชีวิตและการทำงานได้ด้วยสติปัญญา

ตัวชี้วัดด้านผลกระทบ (Outcomes/Impact)

����������� ตัวชี้วัดด้านผลกระทบ กำหนดจากผลการพัฒนาตามระบบไตรสิกขาที่สถานศึกษาดำเนินการทั้งระบบแล้วก่อให้เกิดผลดีและผลต่อเนื่องกับผู้เกี่ยวข้องนอกสถานศึกษา ซึ่งประกอบด้วย บ้าน(ผู้ปกครอง ชุมชน)วัดและราชการอื่น การกำหนดปัจจัยด้านผลกระทบเพื่อให้เกิดความตระหนักถึงการพัฒนาโรงเรียนวิถีพุทธ���� จะก่อให้เกิดผลต่อเนื่องและส่งผลดีต่อสังคมในวงกว้าง

มาตรฐานด้านผลกระทบที่ประสงค์ให้เกิดคือ“บ้านวัดโรงเรียน ได้รับประโยชน์จากการพัฒนาโรงเรียนวิถีพุทธและเกิดความสมานฉันท์ร่วมมือกันพัฒนาโรงเรียนและสังคมตามวิถีพุทธอย่างต่อเนื่อง”

รายละเอียดตัวชี้วัดด้านผลกระทบ(Outcomes/Impact)

องค์ประกอบหลัก

องค์ประกอบย่อย

ข้อบ่งชี้คุณภาพ

บ ว ร ได้รับประโยชน์จากการพัฒนาโรงเรียนวิถีพุทธ

1. บ้าน

(ผู้ปกครองและชุมชน)

1. บ้านและชุมชนมีสมาชิกที่เป็นคนดีไม่ยุ่งเกี่ยวกับ

��� อบายมุขเพิ่มขึ้น

2. ชุมชนมีผู้ช่วยเหลือในการพัฒนาชุมชนมากยิ่งขึ้น

2. วัด

1.วัดได้ศาสนทายาท และกำลังช่วยงานส่งเสริม

���� พระพุทธศาสนามากขึ้น

3. โรงเรียน

1.โรงเรียนได้รับความไว้วางใจ เชื่อมั่น ศรัทธาและได้รับ

��� ความร่วมมือจากผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง(บ้าน วัด ราชการ)

ข้อมูลพื้นฐานโรงเรียนที่เข้าร่วมโครงการโรงเรียนวิถีพุทธ

����������� ปัจจุบันโรงเรียนวิถีพุทธสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาเชียงราย เขต 3 มีจำนวน 163โรง คิดเป็นร้อยละ 100 ของจำนวนโรงเรียนทั้งหมด�� แต่มีโรงเรียนที่ได้รับการคัดเลือกเป็นโรงเรียนคุณธรรมชั้นนำในปี 2550�� จำนวน 18โรงเรียน�� รายชื่อโรงเรียนคุณธรรมชั้นนำ ปี 2550

สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาเชียงรายเขต 3 มีดังนี้

ประกอบด้วยอำเภอ�� แม่จัน/แม่สาย/เชียงแสน/แม่ฟ้าหลวงและกิ่งอำเภอดอยหลวง

ที่

ชื่อโรงเรียน

ที่อยู่

อำเภอ

1.

โรงเรียนดอยหลวง รัชมังคลาภิเษก

. 5 บ้านแม่บงใต้ ต. โชคชัย

ดอยหลวง

2.

โรงเรียนบ้านขุนแม่บง(ตชด.)

. 9 บ้านขุนแม่บง ต.โชคชัย

ดอยหลวง

3.

โรงเรียนบ้านดอนงาม

. 4 ต.โชคชัย

ดอยหลวง

4.

โรงเรียนบ้านดอย

.3 บ้านดอย ต.โชคชัย

ดอยหลวง

5.

โรงเรียนบ้านทุ่งกวาง

. 1 ถ.แม่จัน-เชียงของ ต.โชคชัย

ดอยหลวง

6.

โรงเรียนบ้านไทรทอง

. 6 ต.ปงน้อย

ดอยหลวง

7.

โรงเรียนบ้านป่าซางงาม

. 2 บ้านป่างาม ต.หนองป่าก่อ

ดอยหลวง

8.

โรงเรียนบ้านป่าลัน

ม.5 บ้านป่าลัน ต.ปงน้อย

ดอยหลวง

9.

โรงเรียนบ้านหนองป่าก่อ

ม.3 ต.หนองป่าก่อ

ดอยหลวง

10.

โรงเรียนบ้านห้วยไร่

ม.1 ถ.ปงน้อย-ดงมหาวัน ต.ปงน้อย

ดอยหลวง

11.

โรงเรียนผ่านศึกสงเคราะห์ ๑

ม.3,4ต.ปงน้อย

ดอยหลวง

12.

โรงเรียนอนุบาลโชคชัย(บ้านแม่เลียบแม่บง)

ม.2 บ้านแม่เลียบแม่บง ต.โชคชัย

ดอยหลวง

13

โรงเรียนอนุบาลดอยหลวง

ม.2 บ้านปงน้อย ต.ปงน้อย

ดอยหลวง

14.

โรงเรียนบ้านใหม่พัฒนา

ม.6 ต.หนองป่าก่อ

ดอยหลวง

15.

โรงเรียนเชียงแสนวิทยาคม

ม.2 ต.เวียง

เชียงแสน

16.

โรงเรียนบ้านแซววิทยาคม

ม.2 ต.บ้านแซว

เชียงแสน

17.

โรงเรียนชุมชนบ้านป่าคาแม่เงินสามัคคี

ม.3 บ้านป่าคา ต.แม่เงิน

เชียงแสน

18.

โรงเรียนชุมชนบ้านป่าสักน้อย

ม.12 บ้านป่าสักน้อย ต.ป่าสัก

เชียงแสน

19.

โรงเรียนบ้านดอยจัน

ม.1 บ้านดอยจัน ต.โยนก

เชียงแสน

20.

โรงเรียนบ้านดอยสะโง๊ะ

ม.7 บ้านดอยสะโงะ ต.บ้านด้าย

เชียงแสน

21.

โรงเรียนบ้านด้าย (ปาราษฎร์ดำรง)

ม.3 บ้านด้าย ต.ศรีดอนมูล

เชียงแสน

22.

โรงเรียนบ้านทุ่งฟ้าฮ่าม

ม.5 บ้านทุ่งฟ้าฮ่าม ต.โยกนก

เชียงแสน

23.

โรงเรียนบ้านปงของ (ธรรมราษฎรนุกุล)

ม.5 บ้านปงของ ต.แม่เงิน

เชียงแสน

24.

โรงเรียนบ้านป่าก๋อย

ม.11 บ้านป่าก๋อย ต.ศรีดอนมูล

เชียงแสน

25.

โรงเรียนป่าตึงพิทยานุกูล

ม.5 ต. บ้านแซว

เชียงแสน

26.

โรงเรียนบ้านป่าไร่หลวงวิทยา

(ตชด.ช่างกลปทุมวันอนุสรณ์ 9)

ม.4 บ้านป่าไร่หลวง ต.บ้านแซว

เชียงแสน

27.

โรงเรียนบ้านแม่คำ

ม.4 บ้านแม่คำ ต.แม่เงิน

เชียงแสน

28.

โรงเรียนบ้านแม่คำ(ธรรมาประชาสรรค์)

ม.1 บ้านแม่คำ ต.ป่าสัก

เชียงแสน

29.

โรงเรียนบ้านแม่มะ

ม.1 บ้านแม่มะ ต.ศรีดอนมูล

เชียงแสน

30.

โรงเรียนแม่แอบวิทยา

ม.11 บ้านแม่แอบวิทยา ต.บ้านแซว

เชียงแสน

31.

โรงเรียนบ้านร่องบง

ม.2 ต.โยนก

เชียงแสน

32.

โรงเรียนบ้านไร่

ม.7 ต.แม่เงิน

เชียงแสน

33.

โรงเรียนบ้านธารทอง

เชียงแสน

34.

โรงเรียนบ้านวังลาว

ม.4 บ้านวังลาว ต.เวียง

เชียงแสน

35.

โรงเรียนบ้านเวียงแก้ว

ม.5 บ้านเวียงแก้ว ต.ศรีดอนศรีมูล

เชียงแสน

36.

โรงเรียนบ้านศรีกองงาม

ม.10 ต.บ้านแซว

เชียงแสน

37.

โรงเรียนบ้านศรีดอนมูล

ม.9 บ้านศรีดอนมูล ต.ศรีดอนมูล

เชียงแสน

38.

โรงเรียนบ้านสบคำ

ม.5 บ้านสบคำ ต.เวียง

เชียงแสน

39.

โรงเรียนบ้านสบรวก

ม.1 บ้านสบรวก ต.เวียง

เชียงแสน

40.

โรงเรียนบ้านสวนดอกท่าขันทองสามัคคี

ม.8 บ้านสวนดอก ต.บ้านแซว

เชียงแสน

41.

โรงเรียนบ้านสันต้นธง

ม.2 บ้านสันต้นธง ต.ศรีดอนมูล

เชียงแสน

42.

โรงเรียนบ้านสันต้นเปา

ม.1 บ้านสันต้นเปา ต.แม่เงิน

เชียงแสน

43.

โรงเรียนบ้านสันธาตุ

ม.4 บ้านสันธาตุ ต.โยนก

เชียงแสน

44.

โรงเรียนบ้านสันมะเค็ด

ม.9 บ้านสันมะเค็ด ต.ป่าสัก

เชียงแสน

45.

โรงเรียนบ้านสันสลี

ม.4 บ้านศรีดอนมูล ต.ศรีดอนมูล

เชียงแสน

46.

โรงเรียนบ้านหนองปลาสะเด็ด

ม.8 ต.ศรีดอนมูล

เชียงแสน

47.

โรงเรียนบ้านห้วยกว๊าน

ม.9 บ้านห้วยกว๊าน ต.บ้านแซว

เชียงแสน

48.

โรงเรียนบ้านห้วยเกี๋ยง

ม.8 บ้านห้วยเกี๋ยง ต.เวียง

เชียงแสน

49.

โรงเรียนราชประชานุเคราะห์15

ม.2 บ้านเวียงเหนือ ต.เวียง

เชียงแสน

50.

โรงเรียนอนุบาลเชียงแสน(ปางหมอปวง)

ม.7 บ้านดอยจำปี ต.ป่าสัก

เชียงแสน

51.

โรงเรียนจันจว้าวิทยาคม

ม.2 บ้านสักหลวง ต. จันจว้าใต้

แม่จัน

52.

โรงเรียนแม่จันวิทยาคม

ต.ป่าซาง

แม่จัน

53.

โรงเรียนศึกษาสงเคราะห์แม่จัน

ต.แม่จัน

แม่จัน

54.

โรงเรียนไทยรัฐวิทยา 86

ม.2 บ้านป่าสักหลวง ต.จันจว้า

แม่จัน

55.

โรงเรียนธรรมจาริกอุปถัมภ์ 1

ม.13 บ้านธรรมจาริก ต.แม่จัน

แม่จัน

56.

โรงเรียนนิคมสร้างตนเองสงเคราะห์ชาวเขา

ม.5 บ้านป่าเมี้ยง ต.ป่าซาง

แม่จัน

57.

โรงเรียนบ้านขี้เหล็กดอยดินแดง

ม.4 บ้านขี้เหล็ก ต.สันทราย

แม่จัน

58.

โรงเรียนบ้านทับกุมารทอง

ม.8ต.ท่าข้าวเปลือก

แม่จัน

59.

โรงเรียนบ้านท่าข้าวเปลือก

ม.2 ต.ท่าข้าวเปลือก

แม่จัน

60.

โรงเรียนบ้านปางสา

ม.17 บ้านปางสา ต.ป่าตึง

แม่จัน

61.

โรงเรียนบ้านป่าตึง

ม.8 บ้านป่าตึง ต.ป่าตึง

แม่จัน

62.

โรงเรียนบ้านป่าบง(หล้าราษฎร์วิทยา)

ม.3 บ้านป่าบงหลวง ต.จันจว้า

แม่จัน

63.

โรงเรียนบ้านป่าเปา-ป่าซางน้อย

ม.6 บ้านป่าเปา ต.แม่คำ

แม่จัน

64.

โรงเรียนบ้านโป่งน้ำร้อน

ม.11 บ้านโป่งน้ำร้อน ต.ป่าตึง

แม่จัน

65.

โรงเรียนบ้านแม่คำฝั่งหมิ่น

ม.9 บ้านแม่คำฝั่งหมิ่น ต.จันจว้าใต้

แม่จัน

66.

โรงเรียนบ้านแม่คำสบเปิน(ราษฎร์นุกูล)

ม.1 บ้านแม่คำสบเปิน ต.แม่คำ

แม่จัน

67.

โรงเรียนบ้านแม่คี-หนองอ้อ

ม.7 บ้านแม่คี ต.ป่าซาง

แม่จัน

68.

โรงเรียนบ้านแม่แพง

ม.5 บ้านแม่แพง ต.ท่าข้าวเปลือก

แม่จัน

69.

โรงเรียนบ้านแม่ลัว

ม.1 ต.ท่าข้าวเปลือก

แม่จัน

70.

โรงเรียนบ้านแม่ลาก

ม.6 บ้านแม่ลาก ต.ท่าข้าวเปลือก

แม่จัน

71.

โรงเรียนบ้านแม่สลองใน

ม.4 บ้านแม่สลองใน ต.ป่าซาง

แม่จัน

72.

โรงเรียนบ้านรวมใจ

ม.1 บ้านรวมใจ ต.ป่าตึง

แม่จัน

73.

โรงเรียนบ้านร่องก๊อ-ม่วงคำ

ม.11 บ้านม่วงคำ ต.แม่คำ

แม่จัน

74.

โรงเรียนบ้านเวียงสา

ม.7 ต.ศรีค้ำ

แม่จัน

75.

โรงเรียนบ้านสันกอง

ม.9 บ้านสันกอง ต.แม่ไร่

แม่จัน

76.

โรงเรียนบ้านสันโค้ง

ม.10 บ้านสันโค้ง ต.ป่าตึง

แม่จัน

77.

โรงเรียนบ้านสันติสุข

ม.19 ต.ป่าตึง

แม่จัน

78.

โรงเรียนบ้านสันธาตุ

ม.9 บ้านสันธาตุ ต.แม่คำ

แม่จัน

79.

โรงเรียนบ้านหนองครก

ม.6 บ้านหนองครก ต.จันจว้าใต้

แม่จัน

80.

โรงเรียนบ้านหนองแว่น

ม.9 บ้านหนองแว่น ต.แม่จัน

แม่จัน

81.

โรงเรียนบ้านหนองแหย่ง

ม.7 บ้านหนองแหย่ง ต.แม่คำ

แม่จัน

82.

โรงเรียนบ้านห้วยมะหินฝน

ม.14 ถ.แม่จัน-ท่าตอน ต.ป่าตึง

แม่จัน

83.

โรงเรียนประชารัฐพัฒนา

ม.15 ต.ป่าตึง

แม่จัน

84.

โรงเรียนบ้านแหลว

ม.6 บ้านแหลว ต.สันทราย

แม่จัน

85.

โรงเรียนบ้านใหม่สามัคคี

ม.10 บ้านใหม่พัฒนา ต.ป่าซาง

แม่จัน

86.

โรงเรียนผ่านศึกสงเคราะห์ ๒

ม.10 บ้านผ่านศึก ต.ท่าข้าวเปลือก

แม่จัน

87.

โรงเรียนสันสลีหลวง-สันนายาว

ม.4 บ้านสันสลีหลวง ต.ป่าซาง

แม่จัน

88.

โรงเรียนอนุบาลจอมสวรรค์(บ้านบ่อก๊าง)

ม.1 บ้านบ่อก๊าง ต.สันทราย

แม่จัน

89.

โรงเรียนบ้านห้วยน้ำราก(ไตรราษฎร์บำรุง)

เลขที่ 130 ถ.พหลโยธิน ต.จันจว้า

แม่จัน

90.

โรงเรียนอนุบาลจันจว้าใต้(บ้านกิ่วพร้าว)

ม.4 บ้านกิ่วพร้าว ต.จันจว้า

แม่จัน

91.

โรงเรียนบ้านแม่หะป่าไร่ศรียางชุม

ม.3 บ้านแม่หะ ต.ท่าข้าวเปลือก

แม่จัน

92.

โรงเรียนบ้านป่าซาง(ซางดรุณา ฯ)

ม.8 บ้านศรียางมูล ต.ป่าซาง

แม่จัน

93.

โรงเรียนบ้านป่าบงแม่จัน

ม.1 บ้านป่าบง ต.ป่าตึง

แม่จัน

94.

โรงเรียนบ้านแม่คำ(ประชานุเคราะห์)

ม.8 บ้านแม่คำบ้านใหม่ ต.แม่คำ

แม่จัน

95.

โรงเรียนบ้านแม่จัน(เชียงแสนประชานุสาสน์)

ม.2 บ้านแม่จัน ต.แม่จัน

แม่จัน

96.

โรงเรียนอนุบาลแม่ไร่(บ้านป่ากว๋าว)

ม.1 บ้านป่ากว๋าว-ดอนชัย ต.แม่ไร่

แม่จัน

97.

โรงเรียนอนุบาลศรีค้ำ

ม.10 ต.ศรีค้ำ

แม่จัน

98.

โรงเรียนบ้านสันทราย(พรหมณีวิทยา)

ม.1 บ้านสันทราย ต.สันทราย

แม่จัน

99.

โรงเรียนสันติคีรีวิทยาคม

เลขที่111 ม.1 ต.แม่สลองนอก

แม่ฟ้าหลวง

100.

โรงเรียนดอยแสนใจ(ตชด.อนุสรณ์)

ม.22 บ้านแสนใจ ต.แม่สลองใน

แม่ฟ้าหลวง

101.

โรงเรียนบ้านแม่หม้อ

บ้านแม่หม้อ ม.7 ต.เทอดไทย

แม่ฟ้าหลวง

102.

โรงเรียนบ้านกลาง

ม.6 บ้านกลาง ต.แม่สลองนอก

แม่ฟ้าหลวง

103.

โรงเรียนบ้านขาแหย่งพัฒนา

ม.5 ต.แม่ฟ้าหลวง

แม่ฟ้าหลวง

104.

โรงเรียนบ้านจะตี

ม.4 บ้านจะตี ต.เทอดไทย

แม่ฟ้าหลวง

105.

โรงเรียนชุมชนศึกษา(บ้านแม่สะแลป)

ม.6 บ้านแม่สะแลป ต.แม่สลองใน

แม่ฟ้าหลวง

106.

โรงเรียนบ้านเทอดไทย

ม.1 บ้านเทอดไทย ต.เทอดไทย

แม่ฟ้าหลวง

107.

โรงเรียนบ้านเทอดไทย(สาขาห้วยหยวกป่าโซ)

แม่ฟ้าหลวง

108.

โรงเรียนบ้านห้วยอื้น

แม่ฟ้าหลวง

109.

โรงเรียนบ้านเทอดไทย(สาขาห้วยหก)

แม่ฟ้าหลวง

110.

โรงเรียนบ้านปางมะหัน

ม.8ต.เทอดไทย

แม่ฟ้าหลวง

111.

โรงเรียนบ้านผาเดื่อ

ม.6 บ้านผาเดื่อ ต.แม่สลองใน

แม่ฟ้าหลวง

112.

โรงเรียนบ้านพญาไพร

ม.14 ต.เทิดไทย

แม่ฟ้าหลวง

113

โรงเรียนบ้านผาจี

ม.15 บ้านผาจี ต.เทอดไทย

แม่ฟ้าหลวง

114.

โรงเรียนบ้านพนาสวรรค์

ม.9 ต.แม่สลองนอก

แม่ฟ้าหลวง

115.

โรงเรียนบ้านมนตรีวิทยา

ม.5 บ้านห้วยมุ ต.แม่สลองใน

แม่ฟ้าหลวง

116.

โรงเรียนบ้านสันติคีรี

ม.1 บ้านสันติคีรี ต.แม่สลองนอก

แม่ฟ้าหลวง

117.

โรงเรียนบ้านแม่เต๋อ

ม.10 บ้านแม่เต๋อ ต.แม่สลองนอก

แม่ฟ้าหลวง

118.

โรงเรียนบ้านห้วยผึ้ง

ม.2 บ้านห้วยผึ้ง ต.แม่สลองใน

แม่ฟ้าหลวง

119.

โรงเรียนบ้านห้วยไร่สามัคคี

ม.2 ต.แม่ฟ้าหลวง

แม่ฟ้าหลวง

120.

โรงเรียนบ้านใหม่สันติ

ม.1 บ้านใหม่สันติ ต.แม่สลองนอก

แม่ฟ้าหลวง

121.

โรงเรียนพญาไพรไตรมิตร

ม.5 บ้านเล่ามา-ลิทู ต.เทอดไทย

แม่ฟ้าหลวง

122.

โรงเรียนรัฐราษฎร์วิทยา

ม.14 บ้านเล่าลิ่ว ต.แม่สลองใน

แม่ฟ้าหลวง

123.

โรงเรียนราษฎร์พัฒนา

ม.7 บ้านอาแบ ต.แม่สลองนอก

แม่ฟ้าหลวง

124.

โรงเรียนสามัคคีพัฒนา

ม.9 บ้านม้งเก้าหลัง ต.เทิดไทย

แม่ฟ้าหลวง

125.

โรงเรียนอนุบาลแม่ฟ้าหลวง

ม.6 ต.แม่ฟ้าหลวง

แม่ฟ้าหลวง

126.

โรงเรียนบ้านป่าซางนาเงิน

เลขที่12 ตำบลแม่ฟ้าหลวง

แม่ฟ้าหลวง

127.

โรงเรียนแม่สายประสิทธิ์ศาสตร์

เลขที่ 97 ม.10 ต. เวียงพางคำ

แม่สาย

128.

โรงเรียนวัดถ้ำปลาวิทยาคม

ม.5 หมู่บ้านห้วยปูแกง ต.โป่งงาม

แม่สาย

129.

โรงเรียนเจ้าพ่อหลวงอุปถัมภ์ ๕

ม.6 บ้านผาหมี ต.เวียงพางคำ

แม่สาย

130.

โรงเรียนชุมชนบ้านไม้ลุงขน มิตรภาพที่ 169

ม.10 บ้านไม้ลุงขน ต.แม่สาย

แม่สาย

131.

โรงเรียนบ้านจ้อง

ม.1 บ้านจ้อง ต.โป่งผา

แม่สาย

132.

โรงเรียนบ้านด้ายเทพกาญจนาอุปถัมภ์

ม.1 บ้านด้าย ต.ห้วยไคร้

แม่สาย

133.

โรงเรียนบ้านถ้ำ ตชด.

ม.5 บ้านห้วยปูแกง ต.โป่งงาม

แม่สาย

134.

โรงเรียนบ้านถ้ำปลา

ม.3 บ้านถ้ำปลา ต.โป่งงาม

แม่สาย

135.

โรงเรียนบ้านทุ่งเกลี้ยง

ม.6 บ้านทุ่งเกลี้ยง ต.ศรีเมืองชุม

แม่สาย

136.

โรงเรียนบ้านน้ำจำ

ม.12 ถ.พหลโยธิน ต.โป่งผา

แม่สาย

137.

โรงเรียนบ้านปางห้า

ม.1 บ้านปางห้า ต.เกาะช้าง

แม่สาย

138.

โรงเรียนบ้านป่าแดง

ม.11 บ้านป่าแดง ต.เกาะช้าง

แม่สาย

139.

โรงเรียนบ้านป่าแฝ-หนองอ้อ

ม.3 ต.โป่งผา

แม่สาย

140.

โรงเรียนบ้านป่ายาง

ม.6 บ้านป่ายางชุม ต.แม่สาย

แม่สาย

141.

โรงเรียนบ้านป่าเหมือด

ม.5 ต.สำราญราษฎร์

แม่สาย

142.

โรงเรียนบ้านโป่ง

ม.8 บ้านโป่ง ต.โป่งงาม

แม่สาย

143.

โรงเรียนบ้านผาฮี้

ม.10 บ้านอีก้อผาฮี้ ต.โป่งงาม

แม่สาย

144.

โรงเรียนบ้านม่วงคำ

ม.7 บ้านม่วงคำ ต.เกาะช้าง

แม่สาย

145.

โรงเรียนบ้านเวียงพาน

ม.3 บ้านเวียงพาน ต.เวียงพางคำ

แม่สาย

146.

โรงเรียนบ้านศรีป่าแดง

ม.9 บ้านป่าแดงหย่อน ต.เกาะช้าง

แม่สาย

147.

โรงเรียนบ้านสันโค้ง

เลขที่ 7 ม.3 ต. ศรีเมืองชุม

แม่สาย

148.

โรงเรียนบ้านสันถนน

ม.1 บ้านสันถนน ต.ศรีเมืองชุม

แม่สาย

149.

โรงเรียนบ้านสันทราย

ม.9 บ้านสันทราย ต.แม่สาย

แม่สาย

150.

โรงเรียนบ้านสันทราย(ราษฎร์สามัคคี)

ม.4 บ้านสันทรายปู่ยี่ ต.โป่งผา

แม่สาย

151.

โรงเรียนบ้านสันธาตุ

ม.5 ต.ศรีเมืองชุม

แม่สาย

152.

โรงเรียนบ้านสันนา

ม.2 บ้านสันนา ต.เกาะช้าง

แม่สาย

153.

โรงเรียนบ้านสันบุญเรือง

ม.3 บ้านสันบุญเรือง ต.เกาะช้าง

แม่สาย

154.

โรงเรียนบ้านสันมะนะ

ม.5 ต.แม่สาย

แม่สาย

155.

โรงเรียนบ้านสันยาว สันลิดไม้

ม.3 ต.ห้วยไคร้

แม่สาย

156.

โรงเรียนบ้านสันหลวง

ม.4 บ้านสันหลวง ต.เกาะช้าง

แม่สาย

157.

โรงเรียนบ้านห้วยไคร้

ม.1 บ้านห้วยไคร้ ต.ห้วยไคร้

แม่สาย

158.

โรงเรียนบ้านเหมืองแดง

ม.2 บ้านเหมืองแดง ต.แม่สาย

แม่สาย

159.

โรงเรียนบ้านเหมืองแดงน้อย

ม.8 ต.เกาะช้าง

แม่สาย

160.

โรงเรียนบ้านฮ่องแฮ่

ม.4 บ้านฮ่องแฮ่ ต.ห้วยไคร้

แม่สาย

161.

โรงเรียนบ้านถ้ำ

ม.12 บ้านถ้ำพัฒนา ต.โป่งงาม

แม่สาย

162.

โรงเรียนอนุบาลแม่สาย(สายศิลปศาสตร์)

ม.1 บ้านแม่สาย ต.เวียงพางคำ

แม่สาย

163.

โรงเรียนบ้านแซว

ม.1 บ้านแซว ต.บ้านแซว

เชียงแสน

งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง

��������� อมรวิชช์ นาครทรรพ 2548 ได้สรุปผลโครงการวิจัยเรื่อง การประมวลสถานการณ์ปัญหาเด็กในมิติทางวัฒนธรรมและข้อเสนอต่อบทบาทของกระทรวงวัฒนธรรมในการพัฒนาเด็กดังนี้

����������� 1.เด็กไทยในมิติศาสนาและครอบรัว สถานการณ์ของครอบครัวไทยในปัจจุบันพบสัญญาณบ่งชี้ถึงความอ่อนแอที่น่าวิตกจากอัตราการจดทะเบียนสมรสลดลง ในขณะที่อัตราการหย่าร้างเพิ่มขึ้นสูงขึ้นเรื่อย ๆยิ่งกว่านั้นครอบครัวไทยยังต้องต่อสู้ดิ้นรนกับปัญหาคุณภาพชีวิตในครอบครัวที่ส่งผลกระทบต่อเด็ก จากการวิจัยหลายชิ้นพบว่า พ่อแม่จำนวนมากในปัจจุบันรู้สึกห่างเหินลูก นอกจากนี้ ข้อมูลจากโครงการ Child Watch ยังพบอีกว่าวัยรุ่นโดยเฉลี่ยใช้เวลากับครอบครัวน้อยลง

����������� ในมิติทางศาสนานั้น เด็กไทยมีแนวโน้มห่างเหินจากสถาบันศาสนามากขึ้นเช่นกัน จากการสำรวจพบว่าเด็กวัยรุ่นถึงร้อยละ 45 ไม่ไปทำบุญ ตักบาตร และร้อยละ 65 ไม่เคยไปวัดฟังเทศน์เลยในรอบ 1 เดือน ในทางตรงกันข้าม วัยรุ่นกลับเลือกที่จะใช้ชีวิตตามห้างสรรพสินค้า ดูภาพยนตร์ คุยโทรศัพท์ ส่งข้อความทางมือถือ หรือเล่นอินเทอร์เน็ตเพื่อการพูดคุยและความบันเทิงมากกว่า

����������� สำหรับยุทธศาสตร์การพัฒนาเด็กไทยในมิติศาสนาและครอบครัว ผู้ทรงคุณวุฒิได้เสนอเรื่องการฟื้นแนวคิด “บ ว ร” หรือ บ้านวัด โรงเรียนเพื่อร่วมพลังสร้างสรรค์การเรียนรู้ที่มีการบูรณาการหลักธรรมคำสอนทางศาสนาอย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ยังมีการเสนอให้มีการพัฒนาพื้นที่กิจกรรมและแหล่งเรียนรู้สำหรับเด็กในเชิงคุณธรรมจริยธรรมโดยยึดหลักการทำงานบนฐาน “ธรรมะที่โดนใจเด็ก” และการที่เด็กได้สัมผัสแบบอย่างที่ดี (role model)จากผู้ใหญ่และบุคคลที่เด็กมีความศรัทธา ท้ายที่สุดยังได้มีการเสนอยุทธศาสตร์ “สื่อสานธรรมะ” และขบวนการธรรมะภาคประชาชนผ่านสื่อสมัยใหม่ที่ปรับตัวเพื่อเข้าถึงและดึงเด็กให้มีหลักยึดเหนี่ยวทางจิตใจ

2.�� เด็กไทยในมิติบริโภค ปัจจุบันเด็กไทยจำนวนมากกำลังเผชิญกับกระแสวัฒนธรรมบริโภค หรืออาจจะเรียกได้ว่าเป็น “วัฒนธรรมกิน ดื่ม ช็อป” ซึ่งดูจะเป็นตัวเร่งให้เกิดค่านิยมริโภคในหมู่เด็กและเยาวชนอย่างมหาศาล โครงการเด็กไทยรู้ทัน ที่ได้ทำสำรวจการบริโภคขนมของเด็กไทยพบว่า เด็กและเยาวชนอายุ 5-24 ปี ใช้เงินซื้อขนมถึงปีละ 161,580 ล้านบาท หรือมากกว่างบประมาณประจำปีของ 6กระทรวงรวมกัน รายงานของแพทยสมาคมแห่งประเทศไทยฯ ยังชี้อีกว่า เด็กในยุคปัจจุบันเป็นโรคที่เกิดจากการกินมากขึ้น พบเด็กอ้วนมีจำนวนมากขึ้นจนน่าตกใจ

���� นอกจากสถานการณ์ด้านเด็กติดบริโภคขนม อาหารขยะต่างๆ ที่มากับสื่อโฆษณาแล้ว ในกลุ่มเด็กวัยรุ่นเองก็กำลังเผชิญกับกระแสที่ดึงดูดให้เด็กใช้จ่ายอย่างฟุ่มเฟือยด้วย ข้อมูลจากการสำรวจโดยสำนักวิจัยเอแบคโพลเรื่อง การใช้สินค้าแบรนด์เนมของนิสิตนักศึกษาในเขตกรุงเทพมหานคร (2546) พบว่า วันรุ่นชาย-หญิงนิยมซื้อสินค้าแฟชั่นราคาแพงหรือของ “มียี่ห้อ” มากขึ้น อาทิ โทรศัพท์มือถือเฉลี่ยราคาแพงที่สุดที่เคยซื้อคือ 10,931 บาท นาฬิกา เฉลี่ยราคา 9,130 บาท น้ำหอม เฉลี่ยราคา 2,375 บาท กระเป๋าถือ เฉลี่ยราคา 4,530 บาท เป็นต้น

ปัญหาการบริโภคของมึนเมาของเยาวชน เป็นอีกปัญหาหนึ่งที่นับวันก็ทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น ข้อมูลจากมูลนิธิเมาไม่ขับระบุว่าปัจจุบันประเทศไทยมีอัตราบริโภคสุราสูงเป็นอันดับ 5ของโลก และจากการสำรวจของสำนักงานสถิติแห่งชาติ พบว่าในช่วง พ.ศ.2534ถึง พ.ศ. 2546วัยรุ่นโดยเฉพาะสตรีอายุ 15-19 ปี เป็นกลุ่มที่มีอัตราเพิ่มสูงสุด คือเพิ่มขึ้นถึง 5-6 เท่า ซึ่งปัญหาการบริโภคของมึนเมาได้สร้างปัญหาตามมามากมาย ทั้งเรื่องอุบัติเหตุที่คร่าชีวิตวัยรุ่นไปเป็นจำนวนมากในแต่ละปี ไปจนถึงปัญหาการมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ตั้งใจอีกด้วย

ยุทธศาสตร์การพัฒนาเด็กไทยในมิติการบริโภค ที่ได้จากการสัมมนาผู้ทรงคุณวุฒิ ได้แก่ ยุทธศาสตร์การปฏิรูปการเรียนรู้เน้นการเสริมทักษะผู้บริโภค(consumer education) ให้เด็กไทยรู้ทัน

”กินถูก เลือกเป็น” นอกจากนี้การสร้างอุทยานการเรียนรู้หรือพื้นที่การเรียนรู้ใหม่ๆ เพื่อสร้างค่านิยม

บริโภคทางปัญญามากกว่าบริโภควัตถุก็เป็นอีกยุทธศาสตร์หนึ่งที่น่าจะดึงเด็กจากกระแสวัตถุนิยมได้ พร้อมกันนี้ควรมีการจัดระเบียบพื้นที่ทางสังคม ควบคุมสื่อ การจำกัดพื้นที่จำหน่ายเหล้า การรณรงค์เรื่องจริยธรรมทางธุรกิจมิให้มอมเมาเด็ก และการใช้หลักศาสนาในการส่งเสริมให้เยาชนมีสติในการ

”กิน ดื่ม ใช้”
�����������
3. เด็กไทยในมิติด้านสื่อและการแสดงออกทางเพศ สถานการณ์เด็กไทยกับเสรีภาพและการแสดงออกทางเพศกำลังกลายเป็นปัญหาที่นับวันจะรุนแรงยิ่งขึ้น ข้อมูลจากสถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล ได้ชี้ให้เห็นว่า ปัจจุบันวัยรุ่นไทยมีเพศสัมพันธ์ครั้งแรกที่อายุเฉลี่ยประมาณ 14-18 ปี และมีแนวโน้มว่าอายุเฉลี่ยของการมีเพศสัมพันธ์ครั้งแรกจะน้อยลงเรื่อยๆ และมีเพศสัมพันธ์ก่อนแต่งงานในอัตราเพิ่มมากขึ้น ขณะที่ข้อมูลของสถาบันดูเร็กซ์ชี้ว่าวัยรุ่นไทยครองแชมป์โลกในเรื่องเพศนับตั้งแต่ด้านค่านิยมการมีคู่นอนมากกว่าหนึ่งคน”สูงที่สุดในโลก” เริ่มเรียนเรื่องเพศศึกษา”ช้าที่สุดในโลก” มีการใช้ถุงยางอนามัยเมื่อมีเซ็กส์ครั้งแรก “น้อยที่สุดในโลก” พ่อแม่ไทยมีบทบาทในการสอนเรื่องเพศแก่ลูก “น้อยที่สุดในโลก”

����������� ปัญหาเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเพศของวัยรุ่นก็ดูจะสูงยิ่งขึ้นด้วย เด็กและผู้หญิงถูกข่มขืนเพิ่มขึ้นปีละพันกว่าราย พื้นที่สาธารณะกลายเป็นพื้นที่พลอดรักมากขึ้น ข้อมูลจากสภาพัฒน์ฯ ได้สะท้อนว่า สถานการณ์การติดเชื้อเอดส์ของกลุ่มวัยรุ่นได้เติบโตอย่างรวดเร็วโดยเฉพาะวัยรุ่นหญิง

อายุ15-19 ปี สำหรับยุทธศาสตร์การพัฒนาเด็กไทยในเรื่องเสรีภาพและการแสดงออกทางเพศนั้น ผู้ทรงคุณวุฒิได้เสนอเรื่องการมีนวัตกรรมใหม่ๆ ในการสอนเพศศึกษาที่มิใช่การสอนเรื่องเพศเชิงชีวภาพอย่างเดียว แต่เป็นการสอนเรื่องเพศที่เน้นจริยธรรม จิตวิทยาพัฒนาการและในมิติทางสังคมและวัฒนธรรม

����������� ผู้ทรงคุณวุฒิยังได้เสนอยุทธศาสตร์การใช้ศิลป์และสุนทรียะในการแก้ปัญหา หรือการสร้างพื้นที่เสพศิลป์เพื่อให้เด็กมีกิจกรรมทางเลือกมากขึ้น การสร้างพื้นที่ปลอดภัย”รักใสไม่ไร้สติ” ให้เด็กได้พูดเรื่องเพศอย่างสร้างสรรค์หลากแบบหลายมุม โดยมีผู้ใหญ่ให้คำปรึกษา และการประสานพลังทุกฝ่ายเพื่อร่วมกันดูแล ทั้งในแง่ให้ข้อมูล การสร้างความรู้คิด การใช้ยุทธวิธีหลายแบบที่เข้าถึงเด็กหลายวัยและดูแลเด็กหลายทาง การจัดระเบียบพื้นที่กามาลัย ควบคุมสื่อลามก นอกจากนี้ยังมีข้อเสนอจากเยาวชนในเรื่องยุทธศาสตร์สื่อสารสร้างความรู้ความเข้าใจที่สัมผัสภาวะทางอารมณ์ จิตวิทยา และธรรมชาติของเด็กแต่ละวัย แต่ละคน/กลุ่ม

����������� 4.เด็กไทยในมิติการเสี่ยงโชค เด็กไทยในปัจจุบันเติบโตมาพร้อมกับสิ่งแวดล้อม หรือสังคม วัฒนธรรมที่มีค่านิยม “เสี่ยงพนัน” ทั้งนี้ข้อมูลจากการสำรวจในงานวิจัย 2 ชิ้น คือ งานวิจัยของคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และจากโครงการ Child Watch พบว่า เด็กวัยรุ่นในช่วงมัธยมศึกษาและอุดมศึกษาอยู่ในวงการพนันบอลถึง 400,000-500,000 คน หรือราวร้อยละ 5 ของประชากรในกลุ่มอายุ และคิดเป็นร้อยละ 25 ของผู้ที่อยู่ในวงจรการพนันบอลทั้งหมด ผลงานวิจัยระบุอีกว่าเฉพาะตัวเลขของประชาชนที่ต้องสูญเสียให้กับการพนันฟุตบอลอยู่ระหว่าง 12,000-16,000 ล้านบาทต่อปี แม้แต่ตัวเลขการขายหวยบนดินของนักศึกษาสูงขึ้น และกลายเป็นเรื่องปกติของวัยรุ่นจำนวนมากเห็นว่าเป็นรายได้เสริม เป็นอาชีพที่ถูกต้องตามกฎหมาย ไม่ได้ทำให้ใครเดือดร้อน หรือเป็นการช่วยเหลือครอบครัวอีกทางหรือเป็นสิทธิและความต้องการของแต่ละบุคคลซึ่งสามารถทำได้ สถานการณ์การพนันในหมู่วัยรุ่นยังมีแนวโน้มขยายตัวสูงขึ้นเรื่อยๆ อันเนื่องจากความคิด ความเชื่อหรือค่านิยมใหม่ของเด็กไทย ที่ถือว่า การพนันหรือการเสี่ยงโชค เป็นการลงทุนต่ำแต่อาจจะได้กำไรกลับคืนทวีคูณถ้าโชคดี และช่องทางหรือโอกาสสำคัญของการ”รวยลัด”ที่จะมีแต่ได้ไม่มีเสีย

����������� ดังนั้น ยุทธศาสตร์การพัฒนาเด็กไทยในมิติการเสี่ยงโชคจากความเห็นของผู้ทรงคุณวุฒิ ได้แก่การศึกษาสอนให้รู้จักการจัดการการเงิน รู้คุณค่าของเงิน รู้จักการออมแต่วัยเยาว์ ให้ความรู้แก่นิสิตนักศึกษาเรื่องการลงทุน ความเสี่ยง และการปลูกฝังค่านิยม “รวยไม่ต้องเสี่ยง” แทนการหวัง”รวยลัด” การรณรงค์ต่อเนื่องกับเด็กในเรื่องการใช้ “ชีวิตที่ห่างไกลการพนัน ” การรณรงค์ให้สื่อลดการส่งเสริมการพนัน โดยเปลี่ยนกระแสความนิยมความเสี่ยงพนันให้เป็นแฟชั่นตกยุคโดยเร็ว การเพิ่มพื้นที่กิจกรรมที่หลากหลายให้เด็กมี “ตัวเลือก” ยามว่างที่สร้างสรรค์มากขึ้นและการเฝ้าระวังเชิงโยบายที่มีผลต่อค่านิยมการเสี่ยงโชคของเด็ก

����������� ประเด็นสำคัญที่ผู้ทรงคุณวุฒิได้ย้ำก็คือ ยุทธศาสตร์การแก้ปัญหาแบบองค์รวมที่เชื่อมโยงความสัมพันธ์ระหว่างปัญหากับตัวเองและผลกระทบที่ตามมาต่อคนใกล้ชิดและสังคมรอบข้าง ซึ่งยุทธศาสตร์การแก้ปัญหาให้ได้ผลเร็วและถาวรก็คือ การรื้อสร้างค่านิยมใหม่ที่เน้นคุณค่าที่แท้จริงของมนุษย์มากกว่าวัตถุปัจจัยหรืออรรถประโยชน์ของวัตถุต่อการอยู่ร่วมกันในสังคม

����������� 5. เด็กไทยในมิติแห่งความหลากหลายทางวัฒนธรรม ปัจจุบันเด็กไทยต้องเผชิญกับความต่างทางวัฒนธรรมที่หลากหลาย ตั้งแต่ปัญหาการตระหนักหรือช็อคทางวัฒนธรรม การตกเป็นเหยื่อแห่งความขัดแย้งเนื่องจากวามแตกต่างทางวัฒนธรรม ข้อมูลจากโครงการติดตามสถานการณ์เด็กและเยาวชนรายจังหวัด (Child Watch) ของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ยังได้ชี้ถึงปัญหาการยกพวกตีกันของคู่อริต่างสถาบันว่าเป็นรูปแบบการต่อต้านของเยาวชนที่มีต่อสังคมอีกประเภทหนึ่งและผลงานวิจัยเรื่อง “ปฏิบัติการความรุนแรงต่อตัวตนของนักเรียน” ยังชี้อีกด้วยว่า ความรุนแรงที่เกิดขึ้นนั้นส่วนหนึ่งเป็นเพราะโรงเรียนแทรกแซงกดทับความเป็นตัวตนที่หลากหลายของนักเรียน และเป็นแหล่งส่งเสริมค่านิยมความรุนแรงด้วย นอกจากนี้ยังรวมไปถึงปัญหาเด็กต่างชาติพันธุ์จำนวนมากขาดโอกาสที่จะเข้าถึงการศึกษารวมไปถึงถูกละเมิดและดูถูกชาติพันธุ์ และการข่มเหงทางวัฒนธรรม โดยเฉพาะกับเด็กชาวเขา เด็กพม่า และเด็กตามตะเข็บชายแดนต่างๆ ที่มีแนวโน้มจะพัฒนาตนไปเป็นเด็กเร่ร่อนขอทานมากขึ้น อันเนื่องจากผลกระทบของการท่องเที่ยวที่เน้น “การขายความต่างทางวัฒนธรรม” หรือการใช้วัฒนธรรมเป็นสินค้าจนละเลยคุณค่าศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์

����������� ดังนั้น ยุทธศาสตร์การพัฒนาเด็กในมิติแห่งความหลากหลายและรอยร้าวทางวัฒนธรรมที่ได้จากผู้ทรงคุณวุฒิ ได้แก่ ยุทธศาสตร์”ที่ทิศทาง” นั่นคือ 1) การสร้าง “ที่”(place / position /space) 2) การชี้ “ทิศ” (direction / goal) รัฐครอบครัว โรงเรียน สื่อ สร้างจุดยืนและค่านิยมทางวัฒนธรรม

3) การคิด “ทาง” (way / method / practice) มีวิชาใหม่ๆ กิจกรรมโดนใจ ในเชิงวัฒนธรรม

����������� ทั้งนี้ ในการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ไปสู่เป้าหมายแห่งการเรียนรู้ที่ว่า”รู้เขา รู้เรา เท่าเทียม” ที่ว่านี้ ผู้ทรงคุณวุฒิยังเสนอการขับเคลื่อนในเชิงบูรณาการทั้งในแง่การบูรณาการความร่วมมือจากทุกฝ่าย การบูรณาการพหุวัฒนธรรมในกระบวนการการทำงานทางสังคม การบูรณาการการเรียนรู้วัฒนธรรมศึกษา รวมถึงการเสนอยุทธศาสตร์ด้านบทบาทของรัฐและผู้กำหนดนโยบายต่างๆ ที่ต้องเป็นผู้นำทางวัฒนธรรมและผู้หนุนเด็กให้เกิดการเรียนรู้และรังสรรค์วัฒนธรรม

ผู้เผยแพร่ แสงอัมพา บำรุงธรรม

ภาพประกอบเพิ่มเติม


ok ddd

ok ddd

เจ้าของนวัตกรรม





SorNor CR3 - Copyright®2008
webmaster & designer:สพป.เชียงราย เขต 3